ทัวร์ออนไทยดอทคอม


  • ค้นหาที่พัก

    ที่พักภาคเหนือ

    ที่พักภาคกลาง

    ที่พักภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    ที่พักภาคตะวันออก

    ที่พักภาคใต้

    ที่พักหมู่เกาะต่างๆ ของไทย

  • เรื่องราวของศิลปะวัฒนธรรมไทย

        เนื้อหานี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ทัวร์ออนไทยดอทคอมขออัญเชิญพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหามาไว้เป็นประโยชน์กับสมาชิกก่อนนะครับ

        พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงให้ความสนพระทัย โบราณวัตถุเป็นอย่างยิ่ง ได้เสด็จไปทอดพระเนตรบรรดาของที่ขุดได้ ณ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 หลังจากทอดพระเนตรเสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับเพื่อเสวย พระกระยาหาร กลางวัน ณ บริเวณวังโบราณ ในวันนั้น นายธนิต อยู่โพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ได้เฝ้าทูลละอองธุลี พระบาทอย่างใกล้ชิด และได้เล่าเหตุการณ์สำคัญยิ่งว่า มีประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จเต็มไปหมด พระองค์ประทับ เสวยบนเสื่อจันทบูรใต้ร่มมะขาม พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลาภพฤฒิยากร ให้นายธนิต อยู่โพธิ์ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ใกล้ ๆ เผื่อพระองค์จะมีรับสั่งถาม ระหว่างเสวยก็ทอดพระเนตรไปรอบ ๆ
        รับสั่งว่า " เอ๊ะทำไมคนมากมาย "
        กราบทูลว่า " ชาวบ้านเขาพากันมาดูการถอดพระแสงดาบที่ขุดได้จากวัดราชบูรณะ "
        รับสั่งว่า " สนิมจับอย่างนั้น ใครจะถอดออก "
        กราบทูลว่า " ชาวบ้านพูดกันเช่นนั้น จึงกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ "
        รับสั่งว่า " นี่เขามีน้ำมันกัดสนิมนะ เอามาหยอดซี "

        กระแสพระราชดำรัสวันนั้น คือ พระราชดำรัสที่ก่อให้เกิดการสงวนรักษาโบราณวัตถุศิลปวัตถุอย่างวิทยาการสมัยใหม่ แสดงว่า พระองค์ทรงทราบเกี่ยวกับวิทยาการสงวนรักษาโบราณวัตถุเป็นอย่างดี จึงได้ทรงแนะนำวิธีการ และมิได้ทรงถอดพระแสงโดย ที่มิได้ผ่านการศึกษาอย่างเป็นทางวิชาเสียก่อน และด้วยกระแสพระราชดำรัสนี้ กรมศิลปากร ได้จัดส่งนักวิทยาศาสตร์ไปศึกษา วิชาการสงวน รักษาโบราณวัตถุยังต่างประเทศ ก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาการในการปฎิบัติงานด้านนี้จนมาถึงทุกวันนี้...

        เมื่อวันที่ 26 ธันวามคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จมาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ยังความปิติแก่ชาวอยุธยาโดยทั่วหน้า พระองค์ทรงมี กระแส พระราชดำรัสว่า
        " ข้าพเจ้า และพระราชินี มีความยินดีที่ได้มาเปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่ชาติเจ้าสามพระยาในวันนี้ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและโบราณสถาน ทั้งหลายนั้นล้วนเป็นของมีค่า และจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทาง ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดีเป็นเครื่องแสดงถึง ความเจริญรุ่งเรืองของขาติไทย ที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรที่จะสงวนรักษาใให้คงทนถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล โดยเฉพาะโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดงให้นักศึกษา และ ประชาชนได้ชมและศึกษาหาความรู้ใให้มาก และทั่วถึงยิ่งกว่า ที่เป็นอยู่ขณะนี้ ข้าพเจ้าได้คิดมานานแล้วว่า โบราณวัตถุและศิลปวัตถุ ของท้องถิ่นใด ก็ควรจะเก็บรักษา และตั้งแสดงไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของจังหวัดนั้น ๆ ข้าพเจ้าพอใจที่ กระทรวงศึกษาธิการ และ กรมศิลปากรเห็นพ้องด้วย และทำได้สำเร็จเป็นแห่งแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยานี้ กรุงศรีอยุธยา เคย เป็นราชธานี อันรุ่งเรืองอยู่ถึง 417 ปี มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ อันควรแก่การสนใจศึกษามากมาย ถ้าเรา พิจารณาตามความเจริญรุ่งเรืองของกรุงศรีอยุธยาที่เคยมีมาแต่อดีตแล้ว จะเห็นได้ว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเท่าที่มีอยู่นี้ คงจะน้อยไปเสียอีกที่จะเก็บรวบรวม และตั้งแสดงโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุที่พบ มีผู้กล่าวว่าขณะนี้ ได้มีผู้สนใจ และหาซื้อโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุส่งออกไปต่างประเทศกันมาก ถ้าต่อไปภายหน้าเราจะต้อง ไปศึกษาหรือชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทยเราในต่างประเทศ ก็คงเป็นเรื่องเศร้าและน่าอับอายมาก เราจึงควรขวนขวาย และช่วยกันหาทางรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปววัตถุของเรา แล้วจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาไว้จะเป็นการดีที่สุด จริงอยู่ งานดังกล่าวนี้จะต้องใช้เวลาและเงินมาก แต่ก็เชื่อว่า ถ้าทุกๆ ฝ่ายได้ร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจังแล้ว ก็คงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ บัดนี้ได้เวลาแล้ว ข้าพเจ้าจะเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา ขอให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งนี้ จงสถิตสถาพรอำนวยประโยชน์ในด้านการศึกษา ประวัติศาสตร์ ศิลป และโบราณคดีแก่นักศึกษา และประชาชนโดยกว้างขวาง และหวัง ว่าพิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติเจ้าสามพระยานี้ จะเป็นสมบัติอันควรภาคภูมิใจของชาวจังหวัด พระนครศรีอยุธยา และคนไทยทั่วไปตลอดกาลนาน..."

        เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2505 ภายหลังจากการเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา ไม่นาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงเดนมาร์กและสมเด็จพระราชินีอินกริด เสด็จพระราชดำเนิน โดยรถไฟพระที่นั่งไปยังจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทอดพระเนตรโบราณสถาน และ โบราณวัตถุที่พิพธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา และเพนียดคล้องช้าง ซึ่งพระองค์ทรงให้ความสำคัญอย่างมาก ดังทรงมีพระราชดำรัสว่า "น่าภูมิใจยิ่งนัก ศิลปะของไทยรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาลและสามารถแสดงลักษณะของชาติ ได้อย่างแท้จริง ก็เพราะ บรรพบุรุษของเรา มุ่งทำขึ้นเพื่อศิลปะด้วยความบริสุทธิ์ใจแท้ ๆ การเผยแพร่งานศิลปะของไทยในต่างประเทศนั้น ก็เป็นประโยชน์โดยส่วนรวมมาก เพราะศิลปะเป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างชาติ และทำให้นานาชาติอยู่ร่วมกัน ด้วยความสงบสุขได้.."

        พระราชดำรัสพระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธี เปิดการประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศครั้งที่ 12 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 12 ธันวาคม พุทธศักราช 2513

        "ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมยินดีด้วย ที่สมาชิกยุวพุทธสมาคมทั่วประเทศ มาพบปะหารือกันเพื่อการปฏิบัติงานของสมาคม และยกเอาเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งขึ้นเพื่อเป็นหัวข้อของการประชุม ในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ มีเสียงกล่าวกันว่า ความคิดจิตใจของคน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อม ความประพฤติที่เป็นความทุจริตหลายอย่าง มีท่าทีที่จะกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพากันยอมรับและ สมยอมให้กระทำกันได้เป็นธรรมดา สภาพการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้วิถีชีวิตของแต่ละคนมืดมัวลงไปเป็นปัญหาใหญ่ที่เหมือนกระแส คลื่นอันไหลบ่าเข้ามาท่วมทั่วไปหมด จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการช่วยกันฝืนคลื่นที่กล่าวนั้น ในการดำเนินชีวิตของเรา เราต้องข่มใจไม่กระทำสิ่งใด ๆ ที่เรารู้สึกด้วยใจจริงว่าชั่ว ว่าเสื่อม เราต้องฝืนต้องต้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่าเป็นความดี เป็นความถูกต้องและเป็นธรรม ถ้าเราร่วมกันทำเช่นนี้ให้ได้จริง ๆ ให้ผลของความดีบังเกิดมากขึ้น ๆ ก็จะช่วยค้ำจุนส่วนรวมไว้มิให้เสื่อมลงไป และจะช่วยให้ฟื้นคืนดีขึ้นได้เป็นลำดับ ข้าพเจ้า ขออวยพรให้การประชุมยุวพุทธิกสมาคมทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 ดำเนินไปด้วยดีสำเร็จสมตามความมุ่งประสงค์ทุกประการ ทั้งขอให้ทุกคนที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ มีความเจริญสวัสดีทั่วกัน"

    ที่มา: http://dnfe5.nfe.go.th/reign/king72/central/ayutthaya/king/speech1.htm